เรานัดกันที่ร้านปลาดิบ วันนั้นมีมินิคอนเสิร์ตของ Modern Dog กว่าจะวนหาที่จอดรถได้ ก็ปาเข้าไป 2 ทุ่มแล้ว ฉันเดินเข้าไปในร้าน แสงไฟสลัวกว่าทุกวัน ผู้คนมากมายจนล้นออกมานอกร้าน มีทั้งดารา นักร้อง (อย่างน้อยก็ต้องมีพี่ป็อดแหละว่ะ เจ้าของคอนเสิร์ตเริ่มเล่นเพลงแรกแล้ว แต่ฉันกับเพื่อนยังคงนั่งดื่มอยู่ที่โต๊ะ
เสียงโทรศัพท์ของฉันดังขึ้น เสียงปลายสายเป็นเสียงและประโยคเดิมๆที่ฉันคุ้นเคย
“จอดรถแล้ว นั่งอยู่ที่ไหน เดี๋ยวไปหา”
“อยู่หน้าร้านนี่แหละ แกเดินเข้ามา ถ้าตาไม่บอดก็เห็นเลย” ฉันตอบด้วยคำพูดเดิมๆ เช่นกัน
“นี่จุนจัง” พลางเอามืออีกข้างที่ว่างอยู่ ชี้ไปทางหญิงสาวข้างๆ
“นี่ฟูจิ กับ โออิชิ” ฉันกับเพื่อนสาวรีบแนะนำตัวเอง ตามมุขที่ได้เตรียมไว้
เรานั่งคุยกันพักใหญ่ โดยมีเสียงเพลงจากคอนเสิร์ตแทรกเป็นระยะ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการมาเรียนภาษาไทยของจุนจัง จุนจังเล่าให้พวกเราฟังว่า เธอชอบเรียนภาษาต่างๆ หลังจากจบไฮสกูล ก็เริ่มเรียนภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง จากนั้นครอบครัวของเธอได้มีโอกาสมารับเด็กไทยมาอยู่ด้วย ซึ่งก็คือ น้องสาวของเพื่อนฉันนั่นเอง เธอจึงสนใจอยากเรียนภาษาไทย ยิ่งได้มาเมืองไทยครั้งนี้ เธอก็ยิ่งอยากพูดภาษาไทยได้เร็วๆ เธอชอบเมืองไทย เพราะคนไทยใจดี มีน้ำใจ (โดยเฉพาะเพื่อนของฉัน 5 5)
ถึงแม้ว่าตอนนี้จุนจังจะพูดภาษาไทยได้นิดหน่อย แต่เธอก็พูดภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียว ในขณะที่ฉันและเพื่อนสาว ภาษาอังกฤษไม่ต้องพูดถึงหรือจะขยายความให้ชัดเจนคือ ไม่อยากพูดถึงนั่นเอง ส่วนภาษาญี่ปุ่น เราเคยลงเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่เล่มสองเล่ม จึงพอสื่อสารได้บ้าง ในการสนทนาจึงมีทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น (ที่ส่วนใหญ่จุนจังจะเป็นคนพูด และเรานั่งฟังตาปริบๆ)และภาษาไทย ที่เรา 3 คน จะคุยกันแบบน้ำไหลไฟดับ โดยมีจุนจังนั่งตั้งใจฟังอยู่ข้าง พร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
เสียงเพลงของ Modern Dog จบลงด้วยเพลงก่อน เพลงโปรดของฉัน คนทยอยเดินออกจากร้าน ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พนักงานทำงานอีกครั้ง โต๊ะโดนเก็บขึ้น ทีละตัวไล่มาเรื่อยๆ ถึงเวลาต้องลากันแล้ว ฉันไม่รู้ว่าจะเจอจุนจังอีกเมื่อไหร่ แต่ไม่สำคัญเท่าหรอกฉันว่า จุนจังลาเราด้วยคำสั้นๆ ที่เราคุ้นเคยดี
“ซาโยนาระ”
No comments:
Post a Comment