Thursday, February 1, 2007

Q & A เรื่องยากับ (น้องสาว) เภสัชกร_1

Q : แก หมอให้ฉันกินยาเม็ดสีขาวๆ กลมๆ ก่อนอาหารอะ แก
มันคือยาไรฟะ
A : กูจะรู้ไหมเนี้ย ไอ้ยาเม็ดกลมๆ ขาวๆ มีเป็นร้อยอย่าง

ไอ้เพื่อนบ้า


Q : เออ...โอ๊ต ลูกพี่เป็นหอบหืดนะ หมอให้ยาตัวนี้มา

มี Side Effect ไรเปล่า
A : เออ...พี่คะ ทำไมพี่ไม่ถามหมอละคะ หนูไม่รู้

พี่เอาเบอร์พี่สาวหนูไปเลยคะ


Q : “แก เบนโลนี่มันคือไรวะ ที่แหม่มกินอ่ะ”
A : ยาแผนโบราณโว้ย กินตอนประจำเดือนมาไม่ปกติ

ส่วนของแหม่ม ที่ไม่มานะก็ปกติแล้ว ก็ท้องนี่หว่า


Q : “บ้านแก มียาลดความอ้วนเปล่าวะ เอาแบบกินข้าวได้ปกติ

ไม่ต้องออกกำลังกาย ไม่มีผลข้างเคียง ไม่โทรม แต่ผอมเร็วๆ อ่ะ”
A : ไม่มีโว้ย เล่นจะพึ่งยาอย่างเดียว ขายมันกำไรก็ไม่ได้

ไม่ลดโดนมันด่าอีกตู

สาวญี่ปุ่นของ (เพื่อน) ฉัน

หลังจากได้ฟังเรื่องราวของ ”จุนจัง” สาวแดนปลาดิบ ที่พรั่งพรูออกจาก ปากเพื่อนชายหนึ่งเดียวในกลุ่มมาร่วมเดือน ในอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า ฉันกับเพื่อนสาว ผู้ร่วมขบวนการลัทธิคลั่งญี่ปุ่น กำลังจะได้มีโอกาสพบตัวจริงของเธอ

เรานัดกันที่ร้านปลาดิบ วันนั้นมีมินิคอนเสิร์ตของ Modern Dog กว่าจะวนหาที่จอดรถได้ ก็ปาเข้าไป 2 ทุ่มแล้ว ฉันเดินเข้าไปในร้าน แสงไฟสลัวกว่าทุกวัน ผู้คนมากมายจนล้นออกมานอกร้าน มีทั้งดารา นักร้อง (อย่างน้อยก็ต้องมีพี่ป็อดแหละว่ะ เจ้าของคอนเสิร์ตเริ่มเล่นเพลงแรกแล้ว แต่ฉันกับเพื่อนยังคงนั่งดื่มอยู่ที่โต๊ะ

เสียงโทรศัพท์ของฉันดังขึ้น เสียงปลายสายเป็นเสียงและประโยคเดิมๆที่ฉันคุ้นเคย

“จอดรถแล้ว นั่งอยู่ที่ไหน เดี๋ยวไปหา”

“อยู่หน้าร้านนี่แหละ แกเดินเข้ามา ถ้าตาไม่บอดก็เห็นเลย” ฉันตอบด้วยคำพูดเดิมๆ เช่นกัน


หลังจากนั้นไม่นาน จุนจังก็มาปรากฏอยู่หน้าฉันกับเพื่อน เธอเหมือนกับที่ฉันจินตนาการไว้ ไม่ผิดเพี้ยน ผิวขาวละเอียด ตากลมโต ตัวเล็กน่ารัก ผมดัดเป็นลอนอ่อนๆ สีน้ำตาลแดง พร้อมท่าทางโนะเนะสไตล์สาวญี่ปุ่น เพื่อนชายของฉันเริ่มแนะนำเรา 3 คน

“นี่จุนจัง” พลางเอามืออีกข้างที่ว่างอยู่ ชี้ไปทางหญิงสาวข้างๆ

“นี่ฟูจิ กับ โออิชิ” ฉันกับเพื่อนสาวรีบแนะนำตัวเอง ตามมุขที่ได้เตรียมไว้


เรานั่งคุยกันพักใหญ่ โดยมีเสียงเพลงจากคอนเสิร์ตแทรกเป็นระยะ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการมาเรียนภาษาไทยของจุนจัง จุนจังเล่าให้พวกเราฟังว่า เธอชอบเรียนภาษาต่างๆ หลังจากจบไฮสกูล ก็เริ่มเรียนภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง จากนั้นครอบครัวของเธอได้มีโอกาสมารับเด็กไทยมาอยู่ด้วย ซึ่งก็คือ น้องสาวของเพื่อนฉันนั่นเอง เธอจึงสนใจอยากเรียนภาษาไทย ยิ่งได้มาเมืองไทยครั้งนี้ เธอก็ยิ่งอยากพูดภาษาไทยได้เร็วๆ เธอชอบเมืองไทย เพราะคนไทยใจดี มีน้ำใจ (โดยเฉพาะเพื่อนของฉัน 5 5)

ถึงแม้ว่าตอนนี้จุนจังจะพูดภาษาไทยได้นิดหน่อย แต่เธอก็พูดภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียว ในขณะที่ฉันและเพื่อนสาว ภาษาอังกฤษไม่ต้องพูดถึงหรือจะขยายความให้ชัดเจนคือ ไม่อยากพูดถึงนั่นเอง ส่วนภาษาญี่ปุ่น เราเคยลงเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่เล่มสองเล่ม จึงพอสื่อสารได้บ้าง ในการสนทนาจึงมีทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น (ที่ส่วนใหญ่จุนจังจะเป็นคนพูด และเรานั่งฟังตาปริบๆ)และภาษาไทย ที่เรา 3 คน จะคุยกันแบบน้ำไหลไฟดับ โดยมีจุนจังนั่งตั้งใจฟังอยู่ข้าง พร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

เสียงเพลงของ Modern Dog จบลงด้วยเพลงก่อน เพลงโปรดของฉัน คนทยอยเดินออกจากร้าน ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พนักงานทำงานอีกครั้ง โต๊ะโดนเก็บขึ้น ทีละตัวไล่มาเรื่อยๆ ถึงเวลาต้องลากันแล้ว ฉันไม่รู้ว่าจะเจอจุนจังอีกเมื่อไหร่ แต่ไม่สำคัญเท่าหรอกฉันว่า จุนจังลาเราด้วยคำสั้นๆ ที่เราคุ้นเคยดี

“ซาโยนาระ”

ส้มตำรวยเพื่อน

บ่ายวันหนึ่ง หลังจากที่ฉันง่วนกับการพิมพ์ตัวหนังสือหน้าจอ
คอมพิวเตอร์มาตลอดบ่าย

ตาฉันเริ่มพร่ามัว

หูสองข้างของฉันไม่ได้ยินเสียงใดๆ เพราะเจ้าหูฟังที่คาหูฉันอยู่
กำลังส่งเสียง เพลงของวงร็อคชื่อดัง ด้วยความดังระดับเกือบ
เต็มร้อย

แล้วจู่ๆ ฉันก็ได้กลิ่นอะไรลอยมาเตะจมูกฉันอย่างจัง ฉันหันไปมองหา
ที่มาของกลิ่นที่คุ้นเคยทันที พลางนึกและคาดเดาไปต่างๆ นานา
ทุกคนหายไปไหนหมด มันคือเรื่องจริงหรือฉันกำลังฝันไป
ฉันพยายามยืนขึ้น และเดินหาต้นตอของที่มาของกลิ่น

ฉันเดินผ่านโต๊ะอันว้างเปล่า เสียงเพลงโดนแทนที่ด้วยเสียงกระหึ่ม
ของเครื่องปรับอากาศ กว่าฉันจะรู้ตัว ฉันก็มาหยุดอยู่หน้าประตูบานหนึ่ง
ฉันเอื้อมมือไปเปิดประตูแบบไม่ลังเล

ภายในห้องเล็กลงไปถนัดตา เพราะตอนนี้มันเต็มไปด้วยคนที่ฉันตามหา
พวกเขากำลังมุงอะไรบางอย่าง ดูท่าทางร่าเริง และเคลิบเคลิ้มไปกับ
อะไรบางอย่าง ฉันพยายามชะเง้อมองไปยังที่มาของกลิ่นนั้น
แต่ยังไม่ทันจะได้เห็น

น้องคนหนึ่งก็หันมาสบตากับฉัน พร้อมพูดว่า




































“พี่โอ๊ต...ส้มตำพี่ แซบมั่กๆ"

พลางหันไปบอกเพื่อนที่นั่งข้างๆ

"ขยายวงหน่อยๆ”

ฉันไม่รีรอ รีบเข้าร่วมวงส้มตำ และวงสนทนาทันที

Wednesday, January 31, 2007

iPhone มาแล้ว!!!


กระแส iPod ยังไม่ทันจางหายเหมือน เอ่อ...ที่ยังไม่ทันหายเหม็น
ตาสตีฟ จ๊อบก็เข็น iPhone ออกมาให้ชาวโลกและชาวโลภอย่างเรา
ได้เกิดอาการคันไม้คันมือ อยากออกไปรูดปื๊ด รูดปื๊ดกันอีกแล้ว

แหม! ก็เล่นปล่อยให้เราร้องเพลงรอมาตั้งนานสองนาน ไหนจะข่าวลือ
ต่างๆ นานา ทั้งที่ว่า

“iPhone หรอเป็นแค่ข่าวโคมลอย รอเก้อแน่ๆ (ไอ้โอ๊ต)”

หรือการปล่อยข่าวเป็นระยะๆ ว่าเปิดตัวแล้ว ปล่อยให้เราใจเต้นตึกตัก
แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงา

และแล้วก็มาถึงวันนี้

“โอ๊ต...แก iPhone ออกแล้ว ตื่นได้แล้วเฟ้ย”

เสียงตามสายจากเพื่อนของฉันเอง เสียงของเพื่อนฉันในวันนี้
ทั้งตื่นเต้น (กับการเปิดตัวของ iPhone) และเบื่อหน่าย
(กับการนอนกินบ้านกินเมืองของฉัน) ฉันไม่รอช้ารีบลุกจากที่นอน
ตรงไปเปิดโน้ตบุ๊คพิมพ์คำว่า www.apple.com ทันที
ยังนับหนึ่งไม่ถึงสิบรูป iPhone ก็มาอยู่ตรงหน้าฉัน

ช่างไม่เหมือนกับที่ฉันคิดเอาไว้เลย

“มันน่าจะเป็นสีขาวดิ” ฉันเริ่มพูดกับตัวเอง

“แต่เอาเว้ยพอได้ๆ สีดำก็โอเค้” มันอาจจะไม่ค่อยสุภาพ
แต่ฉันกำลังคุยกับตัวเองนี่หน่า
ฉันนั่งดูข้อมูล แล้วคลิกไป คลิกมาอยู่เกือบชั่วโมง

“อะไรจะคุ้มกว่านี้ เป็นทั้งโทรศัพท์ ทั้งรับ-ส่งอีเมล์ แถมยังฟังเพลง
ได้ด้วย iPod หน้าจอ Touch Screen กว้างตั้ง 3.5 นิ้ว ปรับได้
ทั้งแนวตั้งและแนวนอนแบบอัตโนมัติ”

ฉันเพ้อ แต่มือก็ยังไม่หยุดคลิกเมาส์ หน้าจอเลื่อนลงมาเรื่อยๆ
ฉันไล่อ่านทีละบรรทัดช้าๆ เพื่อแน่ใจว่า ฉันไม่ได้พลาดอะไรไป
พร้อมจินตนาการ ถึงเวลาที่ฉันได้เป็นเจ้าของเจ้า iPhone
ตัวเป็นๆ ซักที

“โอ้ว...หมดตัวก็ยอม”

ฉันไล่อ่านจนมาถึงบรรทัดสุดท้าย หัวใจเกือบหยุดเต้น...

บรรทัดสุดท้ายมีข้อความว่า







































































































































































วางจำหน่ายในเอเชียปี 2008

“ฮ่วย! $# #@$@!!$%^&*”